5E คืออะไร? ทำไมครูจึงนำมาใช้จัดการเรียนรู้

ถ้าครูอยากลดการสอนแบบ “ครูบอก–นักเรียนจำ” แล้วเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้สงสัย ทดลอง ค้นหาคำตอบ อธิบายสิ่งที่ค้นพบ และนำความรู้ไปใช้ 5E Instructional Model เป็นกรอบการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจมาก

5E เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาโดย BSCS (Biological Sciences Curriculum Study) และมีรากฐานจากแนวคิด Learning Cycle ก่อนหน้า โดย BSCS เริ่มนำ 5E มาใช้อย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 (BSCS Science Learning)

คำว่า 5E มาจากกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้แก่

Engage → Explore → Explain → Elaborate → Evaluate

จุดสำคัญคือ 5E ไม่ได้หมายถึงเพียงแบ่งแผนการสอนออกเป็น 5 ช่อง แต่เป็นการออกแบบลำดับประสบการณ์ให้ผู้เรียนค่อย ๆ เชื่อมความรู้เดิม สำรวจ สร้างคำอธิบาย นำความรู้ไปใช้ และแสดงหลักฐานการเรียนรู้

งานทบทวนและอภิมานปี 2024 ซึ่งรวบรวมการทดลองแบบสุ่ม 61 การศึกษา พบผลเชิงบวกของโมเดล 5E ต่อผลลัพธ์ด้านวิทยาศาสตร์โดยรวม แต่ผลระหว่างการศึกษามีความแตกต่างกันมาก จึงไม่ควรมองว่าเพียงเขียนแผนเป็น 5 ขั้นแล้วจะทำให้ผลการเรียนดีขึ้นโดยอัตโนมัติ คุณภาพของกิจกรรมและการนำไปใช้ยังสำคัญมาก (ERIC)

มาดูกันว่าแต่ละ E ครูทำอะไรได้บ้าง


1. Engage — กระตุ้นความสนใจ “ทำให้เด็กอยากรู้ก่อน”

คำถามชวนสงสัยจากสิ่งใกล้ตัว
คำถามชวนสงสัยจากสิ่งใกล้ตัว
ใช้ภาพหรือคลิปกระตุ้นความคิด
ใช้ภาพหรือคลิปกระตุ้นความคิด
ใช้การสาธิตหรือของจริงสร้างคำถาม
ใช้การสาธิตหรือของจริงสร้างคำถาม
เปิดพื้นที่ให้นักเรียนแชร์ความคิดเดิม
เปิดพื้นที่ให้นักเรียนแชร์ความคิดเดิม

ขั้นแรกไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วย

“วันนี้เราจะเรียนเรื่อง... เปิดหนังสือหน้า 35”

ลองเปลี่ยนเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้นักเรียนเกิดคำถามว่า “ทำไม?” “เกิดขึ้นได้อย่างไร?” หรือ “ถ้าเป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น?”

Engage มีหน้าที่กระตุ้นความสนใจ เชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือความรู้เดิม และช่วยให้ครูมองเห็นว่านักเรียนมีความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร ตามกรอบดั้งเดิมของ BSCS ครูควรสร้างความสนใจ ตั้งคำถาม และดึงความคิดเดิมของนักเรียนออกมา แทนที่จะรีบอธิบายคำตอบตั้งแต่ต้น (BSCS Media)

ตัวอย่างกิจกรรม Engage

หากจะสอนเรื่อง “การระเหยของน้ำ”

แทนที่จะเริ่มด้วยนิยาม ครูอาจถามว่า

“เมื่อเช้าครูทำเสื้อเปียกแล้วตากไว้ ตอนบ่ายเสื้อแห้ง ทั้งที่เราไม่ได้บีบน้ำออก แล้วน้ำหายไปไหน?”

จากนั้นให้นักเรียนเสนอสมมติฐาน

หรืออาจใช้ ภาพ คลิปสั้น ของจริง เหตุการณ์ใกล้ตัว ข่าว คำถามชวนสงสัย หรือการสาธิตเล็ก ๆ เป็นตัวเปิดบทเรียน

หัวใจของ Engage: อย่าเพิ่งรีบให้คำตอบ แต่ทำให้เด็ก “อยากหาคำตอบ”


2. Explore — ให้เด็กสำรวจและค้นหาคำตอบ

ให้นักเรียนลงมือสำรวจ ทดลอง และสังเกต
ให้นักเรียนลงมือสำรวจ ทดลอง และสังเกต
ตัวอย่างการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบ
ตัวอย่างการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบ
ฝึกสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และทำงานร่วมกัน
ฝึกสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และทำงานร่วมกัน
สังเกต อภิปราย และตั้งคำถามจากหลักฐาน
สังเกต อภิปราย และตั้งคำถามจากหลักฐาน

เมื่อเกิดคำถามแล้ว ขั้นต่อไปคือ Explore

ช่วงนี้ครูลดบทบาทจาก “ผู้บอกความรู้” มาเป็นผู้ออกแบบสถานการณ์และคอยสนับสนุน ให้นักเรียนได้ลงมือสำรวจ ทดลอง สังเกต รวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

BSCS อธิบายบทบาทครูในช่วง Exploration ว่าควรเปิดโอกาสให้นักเรียนทำงานร่วมกัน สังเกตและรับฟังระหว่างที่นักเรียนทำกิจกรรม ใช้คำถามช่วยนำเมื่อจำเป็น และให้เวลานักเรียนคิดกับปัญหา แทนการบอกวิธีทำทั้งหมด (BSCS Media)

ตัวอย่างกิจกรรม Explore

จากเรื่องการระเหย ครูอาจให้นักเรียนทดลองวางน้ำปริมาณเท่ากันในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น

แก้ว A: วางบริเวณอากาศถ่ายเท แก้ว B: วางบริเวณที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท แก้ว C: เปลี่ยนพื้นที่ผิวของภาชนะ

ให้นักเรียนสังเกต บันทึก และเปรียบเทียบผล

ครูไม่จำเป็นต้องบอกทันทีว่า “อะไรทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น”

แต่ใช้คำถาม เช่น

“แต่ละกลุ่มพบอะไรเหมือนหรือต่างกัน?” “อะไรน่าจะเป็นสาเหตุ?” “ข้อมูลที่เรามีสนับสนุนความคิดนั้นหรือไม่?”

ตรงนี้เองที่เด็กเริ่มสร้างความเข้าใจจากประสบการณ์


3. Explain — อธิบายสิ่งที่ค้นพบและสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง

ให้นักเรียนอธิบายสิ่งที่ค้นพบก่อน
ให้นักเรียนอธิบายสิ่งที่ค้นพบก่อน
ครูเชื่อมข้อค้นพบกับความรู้ทางวิชาการ
ครูเชื่อมข้อค้นพบกับความรู้ทางวิชาการ
ใช้สื่อหรือแผนภาพช่วยอธิบายแนวคิด
ใช้สื่อหรือแผนภาพช่วยอธิบายแนวคิด
สรุปแนวคิดสำคัญและตรวจสอบความเข้าใจ
สรุปแนวคิดสำคัญและตรวจสอบความเข้าใจ

หลายคนเข้าใจว่า 5E หมายถึงครูห้ามอธิบาย

จริง ๆ แล้ว ครูยังอธิบายได้ แต่จังหวะของการอธิบายต่างออกไป

หลังจากนักเรียนได้สำรวจแล้ว ให้พวกเขาลอง อธิบายสิ่งที่ค้นพบก่อน

ตัวอย่างเช่น

“กลุ่มของเราคิดว่า...” “จากข้อมูลที่บันทึกได้...” “เราสังเกตว่า...” “ผลที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะ...”

ครูจึงค่อยช่วยจัดระบบความคิด เชื่อมโยงข้อค้นพบกับแนวคิดทางวิชาการ แนะนำคำศัพท์หรือแนวคิดที่ถูกต้อง และแก้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ตัวอย่างกิจกรรม Explain

ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลองเรื่องการระเหย จากนั้นครูรวบรวมข้อมูลบนกระดาน แล้วจึงเชื่อมไปสู่แนวคิดเรื่อง การเปลี่ยนสถานะของสสารและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

อาจใช้แผนภาพ Concept Map ตารางเปรียบเทียบ หรือ Infographic ช่วยสรุป

จุดสำคัญคือ

เด็กไม่ได้ฟังคำอธิบายก่อนแล้วค่อยทำกิจกรรมตาม แต่มีประสบการณ์และหลักฐานบางอย่างก่อนนำไปสร้างคำอธิบาย


4. Elaborate — ขยายความรู้ นำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่

นำความรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่
นำความรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่
แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง
แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง
เชื่อมโยงความรู้กับวิชาอื่น
เชื่อมโยงความรู้กับวิชาอื่น
สร้างสรรค์ผลงานหรือนวัตกรรมจากความรู้
สร้างสรรค์ผลงานหรือนวัตกรรมจากความรู้

เด็กตอบคำถามเดิมได้ ไม่ได้หมายความว่าจะนำความรู้นั้นไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้เสมอไป

ขั้น Elaborate จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนนำแนวคิดที่เพิ่งเรียนไป ประยุกต์ เชื่อมโยง หรือแก้ปัญหาใหม่

ตัวอย่างเช่น หลังเรียนเรื่องการระเหยแล้ว ครูอาจถามว่า

“ถ้าต้องการให้เสื้อผ้าแห้งเร็วในวันที่ไม่มีแดด เราทำอะไรได้บ้าง และเพราะอะไร?”

หรือ

“ทำไมชาวนาจึงต้องคำนึงถึงการสูญเสียน้ำจากพื้นที่เพาะปลูก?”

เด็กต้องนำแนวคิดเดิมไปใช้กับบริบทที่ต่างออกไป

กิจกรรมที่ใช้ได้ในขั้น Elaborate

อาจเป็น โจทย์สถานการณ์ใหม่ โครงงานขนาดเล็ก การออกแบบชิ้นงาน การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน การเชื่อมโยงกับวิชาอื่น หรือการให้เด็กสร้างตัวอย่างของตัวเอง

นี่เป็นจุดที่ความรู้เริ่มเปลี่ยนจาก “สิ่งที่เรียนในห้อง” เป็น “สิ่งที่นำไปใช้ได้”


5. Evaluate — ประเมินว่าเด็กเรียนรู้อะไรจริง

ใช้ Exit Ticket ประเมินความเข้าใจ
ใช้ Exit Ticket ประเมินความเข้าใจ
ประเมินจากชิ้นงานและการนำเสนอ
ประเมินจากชิ้นงานและการนำเสนอ
ใช้แบบทดสอบวัดความรู้หลังเรียน
ใช้แบบทดสอบวัดความรู้หลังเรียน
สะท้อนการเรียนรู้และตั้งเป้าหมายต่อไป
สะท้อนการเรียนรู้และตั้งเป้าหมายต่อไป

ขั้นสุดท้ายคือ Evaluate

คำว่า “ประเมิน” ไม่ได้หมายความว่าต้องแจกข้อสอบ 20 ข้อทุกครั้ง

ครูสามารถเก็บหลักฐานการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ เช่น แบบทดสอบสั้น Exit Ticket การอธิบายด้วยคำของตัวเอง การทำชิ้นงาน Rubric การตอบโจทย์สถานการณ์ หรือการสะท้อนการเรียนรู้

ตัวอย่างง่ายมากคือ ก่อนหมดคาบแจกกระดาษให้นักเรียนตอบ 2 ข้อ

1. วันนี้ฉันเข้าใจเรื่องอะไรเพิ่มขึ้น? 2. ถ้ามีลมแรงขึ้น การระเหยจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะอะไร?

คำถามข้อแรกช่วยให้เด็กสะท้อนการเรียนรู้ ส่วนข้อสองช่วยให้ครูตรวจว่าพวกเขานำแนวคิดไปอธิบายสถานการณ์ได้หรือไม่

และในทางปฏิบัติ การประเมินไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะ “ท้ายสุด” เท่านั้น ครูสามารถสังเกตและเก็บหลักฐานความเข้าใจของนักเรียนระหว่างกิจกรรมแต่ละช่วง แล้วนำข้อมูลนั้นมาปรับการสอนต่อได้


ตัวอย่าง 5E แบบครบ 1 บทเรียน

สรุปเทคนิคการสอน 5E ทั้ง 5 ขั้น Engage Explore Explain Elaborate Evaluate
ภาพสรุป 5E ตั้งแต่ Engage ถึง Evaluate

สมมติสอนวิทยาศาสตร์เรื่อง “พืชต้องการอะไรในการเจริญเติบโต?”

Engage: นำต้นไม้ 2 ต้นที่มีสภาพแตกต่างกันมาให้นักเรียนดู แล้วถามว่า “ทำไมต้นหนึ่งแข็งแรง แต่อีกต้นเหี่ยว?”

Explore: ให้นักเรียนวางแผนทดลองเกี่ยวกับน้ำ แสง หรือปัจจัยอื่นที่เหมาะสม บันทึกสิ่งที่สังเกตพบ

Explain: แต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลและอธิบายผล จากนั้นครูช่วยเชื่อมโยงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์

Elaborate: ให้โจทย์ว่า “ถ้าจะปลูกผักในพื้นที่ที่ได้รับแสงน้อย เราจะออกแบบการดูแลอย่างไร?”

Evaluate: ให้นักเรียนสร้างแผนผังสรุปหรือ Exit Ticket อธิบายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชพร้อมเหตุผล

จะเห็นว่าเด็กไม่ได้เพียง ฟังเรื่องพืช

แต่ได้ สงสัย → สำรวจ → อธิบาย → นำไปใช้ → แสดงความเข้าใจ


5E ใช้ได้เฉพาะวิทยาศาสตร์หรือไม่?

5E มีรากและหลักฐานการใช้งานที่เข้มแข็งในบริบทวิทยาศาสตร์และ STEM และงานวิจัยจำนวนมากก็ศึกษาในวิชาเหล่านี้ ดังนั้นจึงควรระวังการกล่าวเหมารวมว่ามีหลักฐานแข็งแรงเท่ากันในทุกวิชา งานทบทวนปี 2024 พบว่า 5E มีผลเชิงบวกเมื่อเทียบกับการสอนแบบดั้งเดิมในงานที่ศึกษา แต่ยังไม่ชัดว่าดีกว่าวิธีการสืบเสาะรูปแบบอื่นเสมอไป และฐานงานวิจัยด้านคณิตศาสตร์ยังมีน้อยกว่า (ERIC)

อย่างไรก็ตาม ครูสามารถนำ หลักคิดของลำดับ 5E ไปปรับกับเนื้อหาวิชาอื่นได้เมื่อเหมาะสม

เช่น สังคมศึกษาอาจเริ่มจากข่าวหรือสถานการณ์ขัดแย้ง → วิเคราะห์หลักฐาน → อภิปราย → อธิบายแนวคิด → ประยุกต์กับสถานการณ์ใหม่ → ประเมินด้วยงานเขียนสั้น

ภาษาไทยอาจเริ่มจากข้อความที่น่าสงสัย → สำรวจตัวอย่าง → อภิปรายลักษณะภาษา → สรุปหลัก → ทดลองใช้กับข้อความใหม่ → ประเมินจากงานของนักเรียน

สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องฝืนทุกบทเรียนให้เป็น 5E

เลือกใช้เมื่อโครงสร้างนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่าเดิม


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ 5E

ปัญหาแรกคือ Engage กลายเป็นการบอกเนื้อหาทั้งหมด ทั้งที่ควรใช้เพื่อกระตุ้นและสำรวจความคิดเดิม

ปัญหาที่สองคือ Explore กลายเป็นใบงานให้ทำตามขั้นตอน โดยนักเรียนแทบไม่ได้ตัดสินใจหรือค้นหาอะไร

อีกกรณีคือ Explain กลายเป็นครูบรรยายยาวเหมือนเดิม หรือ Elaborate เป็นเพียงโจทย์ซ้ำรูปแบบเดิมโดยไม่ได้ใช้ความรู้ในบริบทใหม่

และข้อสุดท้ายคือ Evaluate = ข้อสอบเท่านั้น

ถ้าเป็นแบบนั้น เราอาจมีคำว่า 5E อยู่ในแผนการสอนครบ แต่ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กอาจไม่ได้เปลี่ยนมากนัก

งานทบทวนเกี่ยวกับการนำ 5E ไปใช้ยังพบว่าปัจจัยอย่างเวลา ทรัพยากร การฝึกอบรม ประสบการณ์ ความรู้เนื้อหา และขนาดชั้นเรียน สามารถมีผลต่อการนำโมเดลไปใช้จริงได้ด้วย (ERIC)


จำ 5E ง่าย ๆ ในประโยคเดียว

Engage — ทำให้อยากรู้Explore — ให้ลองค้นหาExplain — ช่วยกันอธิบายElaborate — นำความรู้ไปใช้Evaluate — ตรวจสอบการเรียนรู้

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การจำชื่อภาษาอังกฤษทั้ง 5 คำให้ได้

แต่คือการเปลี่ยนบทบาทจาก

“ครูมีคำตอบ แล้วบอกเด็ก”

ไปสู่

“ครูออกแบบประสบการณ์ เพื่อให้เด็กค่อย ๆ สร้างและตรวจสอบความเข้าใจ”

นั่นคือหัวใจที่ทำให้ 5E เป็นมากกว่าแบบฟอร์มเขียนแผนการสอน


หลักฐานงานวิจัยเกี่ยวกับ 5E

งาน systematic review และ meta-analysis ที่เผยแพร่ใน AERA Open ปี 2024 วิเคราะห์งานทดลองแบบสุ่ม 61 การศึกษา รวม 156 effect sizes และรายงานผลเชิงบวกต่อผลลัพธ์ด้านวิทยาศาสตร์ โดยผู้วิจัยก็เน้นว่าความแตกต่างระหว่างผลการศึกษามีค่อนข้างมาก จึงต้องตีความอย่างระมัดระวัง (ERIC)

ผู้ที่ต้องการศึกษารูปแบบดั้งเดิมเพิ่มเติมสามารถอ่าน รายงาน The BSCS 5E Instructional Model: Origins and Effectiveness จาก BSCS Science Learning ได้โดยตรง