เมื่อพูดถึง Active Learning หลายคนอาจนึกถึงห้องเรียนที่นักเรียนต้องลุกเดิน ทำงานกลุ่ม เล่นเกม หรือสร้างชิ้นงาน แต่ความจริงแล้วหัวใจของ Active Learning ไม่ได้อยู่ที่ว่าห้องเรียนต้องมีกิจกรรมมากเพียงใด
สิ่งสำคัญคือ นักเรียนต้องมีส่วนร่วมในการคิด ตั้งคำถาม อธิบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลงมือแก้ปัญหา และเชื่อมโยงความรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่นั่งฟังครูอธิบายเพียงฝ่ายเดียวตลอดทั้งคาบ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Active Learning คืออะไร แตกต่างจากการสอนทั่วไปอย่างไร พร้อมตัวอย่างกิจกรรมที่ครูสามารถปรับใช้ได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ราคาแพง
Active Learning คืออะไร
Active Learning หรือ “การจัดการเรียนรู้เชิงรุก” คือแนวทางการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น
นักเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูลจากครู แต่ต้องนำความรู้ไปคิด อธิบาย วิเคราะห์ ทดลอง แก้ปัญหา หรือสร้างผลงานบางอย่างขึ้นมา
ตัวอย่างพฤติกรรมที่สะท้อนว่าเด็กกำลังเรียนรู้แบบ Active Learning ได้แก่
- คิดหาคำตอบด้วยตนเอง
- พูดอธิบายวิธีคิด
- ตั้งคำถามจากสิ่งที่สงสัย
- แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน
- ทดลองและสังเกตผล
- แก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง
- เลือกวิธีทำงานที่เหมาะสม
- สะท้อนว่าวันนี้ตนเองเรียนรู้อะไร
ดังนั้น แม้นักเรียนจะนั่งอยู่กับที่ แต่ถ้ากำลังวิเคราะห์โจทย์ อธิบายเหตุผล หรืออภิปรายกับเพื่อน ก็ถือว่าเป็น Active Learning ได้
ในทางกลับกัน หากนักเรียนทำกิจกรรมที่ดูสนุกแต่ทำตามคำสั่งทุกขั้นตอนโดยไม่ได้คิดหรือเลือกอะไรเลย กิจกรรมนั้นอาจยังไม่ใช่ Active Learning อย่างแท้จริง
Active Learning แตกต่างจากการสอนแบบเดิมอย่างไร
การสอนแบบบรรยายยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงอธิบายแนวคิดใหม่หรือสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่หากครูพูดตลอดทั้งคาบ นักเรียนจะมีโอกาสตรวจสอบความเข้าใจของตนเองค่อนข้างน้อย
Active Learning ไม่ได้หมายถึงการเลิกบรรยายทั้งหมด แต่เป็นการจัดสมดุลระหว่างการอธิบายของครูกับการลงมือเรียนรู้ของนักเรียน
| ประเด็น | การสอนที่เน้นการบรรยาย | Active Learning |
|---|---|---|
| บทบาทครู | ถ่ายทอดและอธิบายเนื้อหา | ออกแบบกิจกรรม ตั้งคำถาม และให้คำแนะนำ |
| บทบาทนักเรียน | ฟัง จดจำ และทำตาม | คิด ทดลอง อธิบาย และแก้ปัญหา |
| รูปแบบคำถาม | เน้นจำคำตอบ | เน้นเหตุผลและการนำไปใช้ |
| การทำงาน | ทำตามตัวอย่าง | มีโอกาสเลือกวิธีคิดหรือวิธีนำเสนอ |
| การประเมิน | มักประเมินหลังเรียน | ตรวจความเข้าใจระหว่างเรียนอย่างต่อเนื่อง |
| ความผิดพลาด | มักถูกมองว่าเป็นคำตอบผิด | ใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาการเรียนรู้ |
ห้องเรียนหนึ่งสามารถใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกันได้ เช่น ครูอธิบายแนวคิด 10 นาที แล้วให้นักเรียนทดลองแก้ปัญหา อภิปรายคำตอบ และสรุปสิ่งที่เข้าใจ
ประโยชน์ของ Active Learning
1. นักเรียนเข้าใจเนื้อหามากกว่าการท่องจำ
เมื่อนักเรียนต้องอธิบาย ทดลอง หรือใช้ความรู้แก้ปัญหา เด็กจะมองเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาและเข้าใจว่าความรู้นั้นนำไปใช้ได้อย่างไร
2. ครูเห็นความเข้าใจของนักเรียนระหว่างเรียน
การสังเกตวิธีคิด การฟังคำอธิบาย และการตรวจผลงานระหว่างกิจกรรม ช่วยให้ครูรู้ได้ทันทีว่านักเรียนเข้าใจตรงไหนและยังสับสนเรื่องใด
3. ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์
คำถามปลายเปิดและสถานการณ์ปัญหาทำให้นักเรียนต้องพิจารณาข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก และอธิบายเหตุผลของตนเอง
4. พัฒนาการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน
กิจกรรมคู่และกิจกรรมกลุ่มช่วยให้นักเรียนฝึกฟังความคิดเห็น พูดอธิบาย แบ่งหน้าที่ และร่วมกันหาข้อสรุป
5. ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของความรู้
เมื่อนำบทเรียนไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใกล้ตัว เด็กจะเข้าใจว่าความรู้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำข้อสอบเท่านั้น
10 ตัวอย่างกิจกรรม Active Learning ในห้องเรียน
1. Think–Pair–Share คิดคนเดียว จับคู่ แล้วแบ่งปัน
ครูตั้งคำถามหนึ่งข้อ แล้วแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ขั้นตอน
- ให้นักเรียนคิดและเขียนคำตอบของตนเอง
- จับคู่แลกเปลี่ยนคำตอบกับเพื่อน
- เลือกตัวแทนนำเสนอความคิดต่อชั้นเรียน
ตัวอย่างคำถาม ได้แก่
- ถ้าน้ำสะอาดในชุมชนเริ่มมีน้อยลง เราควรทำอย่างไร
- เพราะเหตุใดตัวละครจึงตัดสินใจเช่นนั้น
- มีวิธีหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้ได้กี่วิธี
- ถ้าเหตุการณ์นี้เปลี่ยนไป ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
กิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียนที่ยังไม่กล้าตอบหน้าชั้นมีเวลาคิดและซ้อมพูดกับเพื่อนก่อน
2. การเรียนรู้แบบฐานกิจกรรม
ครูจัดมุมหรือฐานการเรียนรู้หลายฐาน โดยแต่ละฐานมีภารกิจแตกต่างกัน เช่น
- ฐานอ่านและหาข้อมูล
- ฐานทดลอง
- ฐานเกมหรือบัตรคำ
- ฐานแก้โจทย์
- ฐานสร้างชิ้นงาน
- ฐานสรุปความรู้
นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วหมุนเวียนไปทำกิจกรรมตามเวลาที่กำหนด ครูอาจประจำอยู่ในฐานที่มีเนื้อหายาก เพื่อให้คำแนะนำแก่นักเรียนอย่างใกล้ชิด
ไม่จำเป็นต้องมีฐานจำนวนมาก เริ่มจาก 3 ฐานก็เพียงพอ ได้แก่ ฐานครูสอน ฐานฝึกปฏิบัติ และฐานเรียนรู้ด้วยตนเอง
3. เกมจับคู่ความรู้
ครูเตรียมบัตรสองชุดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น
- คำศัพท์กับความหมาย
- ภาพกับคำศัพท์
- โจทย์กับคำตอบ
- เหตุการณ์กับผลที่เกิดขึ้น
- บุคคลสำคัญกับผลงาน
- สัตว์กับถิ่นอาศัย
นักเรียนต้องเดินหาเพื่อนที่ถือบัตรคู่กับตนเอง เมื่อจับคู่ได้แล้วต้องอธิบายว่าเหตุใดบัตรทั้งสองจึงสัมพันธ์กัน
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจับคู่ถูกเท่านั้น แต่ต้องให้นักเรียนอธิบายเหตุผลด้วย
4. Gallery Walk เดินชมผลงาน
แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มและมอบหมายคำถามหรือปัญหาให้แต่ละกลุ่ม เมื่อทำงานเสร็จให้นำผลงานติดไว้รอบห้อง
จากนั้นนักเรียนเดินชมผลงานของกลุ่มอื่น พร้อมเขียนความคิดเห็น เช่น
- สิ่งที่เห็นด้วย
- สิ่งที่สงสัย
- ข้อเสนอแนะ
- แนวคิดที่เพิ่งได้เรียนรู้
หลังจบกิจกรรม แต่ละกลุ่มกลับมาอ่านความคิดเห็นและปรับปรุงผลงานของตนเอง
ครูควรกำหนดกติกาว่าให้แสดงความคิดเห็นต่อผลงาน ไม่วิจารณ์ตัวบุคคล และควรใช้คำที่สุภาพและสร้างสรรค์
5. Problem-Based Learning เรียนรู้จากสถานการณ์ปัญหา
ครูนำเสนอสถานการณ์ใกล้ตัวที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แล้วให้นักเรียนร่วมกันหาแนวทางแก้ไข
ตัวอย่างสถานการณ์ ได้แก่
- โรงเรียนมีขยะพลาสติกจำนวนมาก ควรลดอย่างไร
- ห้องเรียนใช้ไฟฟ้ามากเกินไป นักเรียนจะช่วยประหยัดได้อย่างไร
- หากมีเงินจำกัด จะวางแผนซื้ออุปกรณ์การเรียนอย่างไร
- จะออกแบบเมนูอาหารกลางวันที่มีประโยชน์และไม่เหลือทิ้งได้อย่างไร
- หากฝนตกหนักระหว่างเดินทางกลับบ้านควรเตรียมตัวอย่างไร
นักเรียนต้องรวบรวมข้อมูล เสนอทางเลือก พิจารณาข้อดีและข้อจำกัด ก่อนนำเสนอวิธีแก้ปัญหา
6. การทดลองและตั้งสมมติฐาน
ก่อนเริ่มการทดลอง ครูไม่ควรบอกผลลัพธ์ทันที แต่ให้นักเรียนคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและเพราะเหตุใด
ตัวอย่างเช่น
- วัตถุชนิดใดจะลอยหรือจม
- ต้นไม้ที่ได้รับแสงแตกต่างกันจะเติบโตเหมือนกันหรือไม่
- วัสดุชนิดใดดูดซับน้ำได้มากที่สุด
- น้ำร้อนและน้ำเย็นทำให้น้ำตาลละลายต่างกันอย่างไร
หลังทดลอง ให้นักเรียนเปรียบเทียบผลกับสมมติฐาน และอธิบายว่าสิ่งที่พบเหมือนหรือแตกต่างจากที่คาดไว้เพราะอะไร
กิจกรรมนี้ไม่ได้เน้นให้นักเรียนทายถูก แต่เน้นกระบวนการตั้งคำถาม ทดลอง สังเกต และใช้หลักฐานอธิบายผล
7. Jigsaw แบ่งกันเรียนแล้วกลับมาสอนเพื่อน
ครูแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย แล้วให้นักเรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มรับผิดชอบคนละส่วน
ตัวอย่างเช่น เรื่องสภาพอากาศ อาจแบ่งเป็น
- วันที่แดดออก
- วันที่ฝนตก
- วันที่มีลมแรง
- การแต่งกายให้เหมาะกับอากาศ
นักเรียนที่ศึกษาเรื่องเดียวกันรวมกลุ่มกันเพื่อทำความเข้าใจ จากนั้นกลับไปยังกลุ่มเดิมและผลัดกันอธิบายเนื้อหาของตนเองให้เพื่อนฟัง
ครูควรเตรียมคำถามหรือแบบบันทึกให้สมาชิกทุกคนต้องฟัง เพราะความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับข้อมูลจากทุกคน
8. Role Play บทบาทสมมติ
นักเรียนได้รับบทบาทและสถานการณ์ แล้วแสดงวิธีคิดหรือการตัดสินใจของตัวละคร
ตัวอย่างเช่น
- จำลองการซื้อขายสินค้า
- สนทนาภาษาอังกฤษในร้านอาหาร
- การขอโทษและให้อภัย
- การปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวนทำสิ่งไม่เหมาะสม
- การประชุมแก้ปัญหาในชุมชน
- การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ
หลังแสดงจบ ครูควรถามให้นักเรียนสะท้อนความคิด เช่น “เหตุใดจึงเลือกพูดแบบนั้น” “มีวิธีอื่นหรือไม่” หรือ “ถ้าเปลี่ยนบทบาทจะรู้สึกอย่างไร”
9. ให้นักเรียนสร้างคำถามหรือข้อสอบ
หลังเรียนจบ ให้นักเรียนแต่ละคนสร้างคำถามจากบทเรียน เช่น
- คำถามปรนัย 1 ข้อ
- คำถามจริงหรือเท็จ
- คำถามที่ต้องอธิบายเหตุผล
- โจทย์ปัญหา
- ปริศนาคำทายจากเนื้อหา
จากนั้นแลกคำถามกับเพื่อนเพื่อลองตอบและช่วยกันตรวจสอบ
การสร้างคำถามทำให้นักเรียนต้องกลับไปพิจารณาว่าใจความสำคัญของบทเรียนคืออะไร และตัวเลือกแบบใดจึงสมเหตุสมผล
10. Exit Ticket บัตรออกจากห้องเรียน
ก่อนหมดคาบประมาณ 3–5 นาที ให้นักเรียนตอบคำถามสั้น ๆ ลงในกระดาษ เช่น
- วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า…
- สิ่งที่ฉันยังไม่เข้าใจคือ…
- เรื่องนี้นำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร
- คำถามที่ฉันอยากถามเพิ่มเติมคือ…
- ให้คะแนนความเข้าใจของตนเองจาก 1–5 พร้อมเหตุผล
ครูสามารถใช้คำตอบเพื่อวางแผนคาบถัดไป หากนักเรียนส่วนใหญ่ยังสับสนเรื่องเดียวกัน ควรทบทวนก่อนเริ่มเนื้อหาใหม่
ตัวอย่างการจัดคาบ Active Learning 50 นาที
ครูไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมตลอดทั้ง 50 นาที แต่สามารถผสมการอธิบายกับการลงมือปฏิบัติได้ดังนี้
ช่วงที่ 1 กระตุ้นความสนใจ 5 นาที
นำเสนอภาพ วัตถุ ข่าวสั้น หรือสถานการณ์ใกล้ตัว แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนคาดเดา
ช่วงที่ 2 สำรวจความรู้เดิม 5 นาที
ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้ ตอบคำถามสั้น หรือพูดคุยกับเพื่อน
ช่วงที่ 3 อธิบายเนื้อหาสำคัญ 10 นาที
ครูอธิบายเฉพาะแนวคิดที่จำเป็น โดยใช้ตัวอย่าง ภาพ หรือการสาธิตประกอบ
ช่วงที่ 4 ลงมือทำกิจกรรม 20 นาที
นักเรียนทำงานเป็นรายบุคคล คู่ หรือกลุ่ม เพื่อทดลอง แก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างผลงาน
ช่วงที่ 5 นำเสนอและแลกเปลี่ยน 5 นาที
เลือกนักเรียนหรือกลุ่มนำเสนอ พร้อมเปิดโอกาสให้เพื่อนตั้งคำถาม
ช่วงที่ 6 สรุปและประเมิน 5 นาที
ให้นักเรียนทำ Exit Ticket หรือสรุปความรู้ด้วยคำพูดของตนเอง
ตัวอย่างคำถามกระตุ้นการคิด
คำถามมีผลอย่างมากต่อคุณภาพของ Active Learning ครูควรลดคำถามที่เน้นท่องจำเพียงอย่างเดียว แล้วเพิ่มคำถามที่ทำให้นักเรียนอธิบายเหตุผล เช่น
- นักเรียนคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
- เพราะเหตุใดจึงเลือกคำตอบนี้
- มีหลักฐานอะไรสนับสนุน
- มีวิธีอื่นอีกหรือไม่
- สองสิ่งนี้เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
- ถ้าเปลี่ยนเงื่อนไข ผลจะเปลี่ยนหรือไม่
- ความรู้นี้นำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร
- ถ้านักเรียนเป็นตัวละครนี้จะตัดสินใจอย่างไร
- วิธีใดเหมาะสมที่สุด เพราะอะไร
- สิ่งที่ทดลองพบตรงกับที่คาดไว้หรือไม่
เมื่อนักเรียนตอบสั้น ครูสามารถใช้คำถามต่อยอดว่า “ช่วยอธิบายเพิ่มได้ไหม” หรือ “อะไรทำให้คิดเช่นนั้น”
Active Learning สำหรับห้องเรียนที่มีนักเรียนหลายระดับ
นักเรียนในห้องเดียวกันอาจมีพื้นฐานและความเร็วในการเรียนรู้แตกต่างกัน ครูสามารถปรับกิจกรรมได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- เตรียมคำใบ้หรือภาพประกอบให้ผู้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ
- จัดกลุ่มแบบยืดหยุ่นตามลักษณะกิจกรรม
- ให้เลือกวิธีนำเสนอ เช่น เขียน พูด วาดภาพ หรือสร้างชิ้นงาน
- เตรียมงานต่อยอดสำหรับผู้ที่เสร็จเร็ว
- แบ่งภารกิจในกลุ่มให้มีหลายบทบาท
- ใช้คำถามหลายระดับภายในกิจกรรมเดียวกัน
- ให้เวลาคิดก่อนสุ่มเรียกตอบ
- ประเมินจากพัฒนาการและกระบวนการ ไม่ดูเพียงคำตอบสุดท้าย
ไม่ควรให้นักเรียนที่เรียนเร็วทำหน้าที่สอนเพื่อนตลอดเวลา เพราะเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่เช่นกัน
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Active Learning
ต้องมีกิจกรรมสนุกตลอดทั้งคาบ
กิจกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเกมหรือมีความสนุกตลอดเวลา ขอเพียงทำให้นักเรียนคิดและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาอย่างมีความหมาย
ครูห้ามบรรยาย
ครูยังสามารถอธิบายได้ แต่ควรแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้
ต้องใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีจำนวนมาก
กระดาษ บัตรคำ ภาพประกอบ คำถาม หรือสถานการณ์ใกล้ตัวก็สามารถใช้จัด Active Learning ได้
ทำงานกลุ่มเท่ากับ Active Learning
หากมีนักเรียนเพียงคนเดียวทำงาน ส่วนที่เหลือนั่งรอ กิจกรรมนั้นยังไม่เกิดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับทุกคน ครูจึงต้องกำหนดบทบาทและตรวจสอบการมีส่วนร่วม
ห้องเรียนต้องเสียงดังเสมอ
บางช่วงอาจมีการพูดคุย แต่ Active Learning สามารถเกิดขึ้นในช่วงที่นักเรียนอ่าน คิด เขียน หรือแก้ปัญหาอย่างเงียบ ๆ ได้เช่นกัน
สิ่งที่ครูควรระวัง
กิจกรรมที่มีหลายขั้นตอนอาจทำให้นักเรียนสับสน ครูควรอธิบายคำสั่งให้สั้น แสดงตัวอย่าง และเขียนลำดับกิจกรรมให้เห็นชัดเจน
ก่อนจัดกิจกรรมควรตรวจสอบว่า
- กิจกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่
- นักเรียนทุกคนมีหน้าที่หรือไม่
- เวลาที่กำหนดเพียงพอหรือไม่
- อุปกรณ์พร้อมและปลอดภัยหรือไม่
- นักเรียนเข้าใจคำสั่งหรือไม่
- ครูจะตรวจความเข้าใจด้วยวิธีใด
- มีแผนช่วยนักเรียนที่ตามไม่ทันหรือไม่
- มีงานต่อยอดสำหรับผู้ที่เสร็จเร็วหรือไม่
อย่าเลือกกิจกรรมเพียงเพราะดูสนุก ควรถามเสมอว่า “หลังจบกิจกรรม นักเรียนจะรู้หรือทำอะไรได้ดีขึ้น”
เริ่มทำ Active Learning อย่างไรโดยไม่เพิ่มภาระมากเกินไป
ครูไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการสอนทั้งหมดในครั้งเดียว สามารถเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น
- ลดเวลาบรรยายลง 5–10 นาที
- เพิ่มคำถามที่ให้นักเรียนอธิบายเหตุผล
- ให้นักเรียนคิดคนเดียวก่อนคุยกับเพื่อน
- เพิ่มกิจกรรมสั้นหนึ่งกิจกรรมในแต่ละคาบ
- ใช้ Exit Ticket ตรวจความเข้าใจก่อนจบคาบ
- นำใบงานเดิมมาปรับให้มีคำถามประยุกต์เพิ่มขึ้น
- สังเกตผลแล้วค่อยปรับกิจกรรมในครั้งต่อไป
การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่ทำอย่างต่อเนื่อง มักนำไปใช้ได้จริงมากกว่าการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ทุกคาบ
สรุป
Active Learning คือการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนมีบทบาทในการคิด ตั้งคำถาม ทดลอง อธิบาย แลกเปลี่ยน และนำความรู้ไปใช้ ไม่ได้วัดจากความสนุก จำนวนอุปกรณ์ หรือความเคลื่อนไหวภายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
ครูยังสามารถบรรยายได้ แต่ควรแบ่งเวลาให้นักเรียนได้ประมวลความรู้และแสดงความเข้าใจของตนเองด้วย
การเริ่มต้นอาจง่ายเพียงเพิ่มกิจกรรม Think–Pair–Share ใช้สถานการณ์ปัญหา หรือให้นักเรียนเขียน Exit Ticket ก่อนหมดคาบ เมื่อครูค่อย ๆ ปรับกิจกรรมให้เหมาะกับผู้เรียน Active Learning จะไม่ใช่งานที่เพิ่มภาระ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูเห็นการเรียนรู้ของนักเรียนได้ชัดเจนกว่าเดิม
